Get Adobe Flash player

ประวัติผู้ก่อตั้งวัด

                                                                ประวัติผู้ก่อตั้งวัด

                หลวงปู่พระครูขันตยาคม เดิมชื่อ อิ่ม นามสกุล สีลธร หรือ โตประมาณ เป็นบุตรคนโตของคุณทวดอ่ำและคุณทวดอำ แดงขอม มีน้องอีกหลายคนมีหลานเหลนมาก

 

                บ้านเกิด เกิดที่บ้านคลองมะขา ตำบลห้วลิง หมู่ที่ ๒ ปัจจุบันเป็นตำบลอ่างแก้ว หมู่ที่ ๒ อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง

               เมื่อครั้งยังเด็ก ท่านได้เรียนหนังสืออยู่วัดจุฬามณี บ้านหงส์องครักษ์ ท่านเป็นทั้งหลานทั้งลูกศิษย์วัดอยู่กับหลวงลุงของท่านที่เป็นเจ้าอาวาส จนอ่านออกเขียนได้ ทั้งภาษาไทย ภาษาขอม แถมด้วยวิชาคงกระพันต่างๆ กับหลวงลุงของท่านรวมทั้งวิชาไสยศาสตร์พอสมควร

               เมื่อหลวงลุงของท่าน เห็นว่ามีแววดี จึงได้บรรพชาบวชเณรตั้งแต่อายุได้ ๑๖ ปี เห็นจะได้ เพราะโตเป็นหนุ่มแล้วก่อนบวชเณร บางคนว่าท่านอยู่ยงคงกระพัน อาวุธประจำกายคือไม้กระบอง  ไปไหนมักถือกระบองน่าเกรงขาม แต่ท่านไม่ทำร้ายใคร ท่านชอบท้าพวกนักเลงหัวไม้เอากันพอเลือดออกเป็นยางบอนแล้วเลิกรากัน พอรู้แพ้รู้ชนะ มีคนร่ำลือและเชื่อถือในฝีมือคนเลื่องลือไปหลายย่านน้ำ 

               หลวงลุงเห็นท่าจะไปกันใหญ่  เลยให้บวชเป็นสมเณร  อยู่วัดจุฬามณี  ตำบลองครักษ์ อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง ในขณะเป็นสามเณร ท่านได้ช่วยหลวงลุงตีเหล็ก ทำเครื่องมือเครื่องใช้ไว้ที่วัดจุฬามณีนั้นจนมหาชนเคารพนับถือ ท่านสามเณรอิ่มกันทั้งบาง ท่านเป็นผู้ขยัน และหมั่นเพียร มีเมตตากรุณาสูงชอบให้ ชอบช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากอยู่เสมอ

               ขอแทรกไว้หน่อยหนึ่ง คราวหนึ่งผู้เขียนไปฉันเพลที่บ้านตาเกริ่น ยายปลีก บิดามารดาของนายนคร (โค้ง) พรหมนิ่ม เมื่อตอนบวชใหม่ๆ ที่ช้างฝาเฟี้ยมมีภาพถ่ายขาวดำบานเขื่องแขวนอยู่เป็นภาพตั้งศพหลวงปู่อิ่ม เป็นโต๊ะหมู่บูชาฝังมุก ประกอบด้วยเครื่องแก้วเจียระไน พร้อมด้วยเชิงเทียนแก้ว แจกันแก้ว พานแก้วใสอลังการ ข้างใต้ภาพเขียนว่าในงานประชุมเพลิงศพระครูขันตยาคาม (อิ่ม สีลธร) เจ้าอาวาสวัดศีลขันธ์ ชาตะ ๒๓๘๙ มรณภาพ ๒๔๖๙ ประชุมเพลิง ๒๔๗๐ อายุ ๘๐ ปี จำได้ติดตา 

               หลวงปู่อิ่ม เกิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๘๙ ณ บ้านคลองมะขาม ตำบลหัวลิง  หมู่ที่ ๒ อำเภอโพธิ์ทองจังหวัดอ่างทอง

               หลวงปู่อิ่ม อยู่วัดจุฬามณี บ้านหงส์องครักษ์ อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง เมื่ออายุ ๑๒ ปีก็คงราวปี พ.ศ. ๒๔๐๑

               หลวงปู่อิ่ม พรรพชาเป็นสมเณร อยู่วัดจุฬามณี บ้านหงส์องครักษ์ อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง เมื่ออายุ ๑๖ ปีก็คงราวปี พ.ศ. ๒๔๐๕ 

               หลวงปู่อิ่ม มีอายุครบบวชเป็นพระภิกษุ ณ พัทธสีมาวัดเขมาภิรตาราม เขตบางช่อน นนทบุรี เมื่ออายุ ๒๐ ปี คงราวปี พ.ศ. ๒๔๐๙

               ตามที่เล่าขานกันมาว่า หลวงลุงท่าน พร้อมทั้งญาติโยมได้มักคุ้นกับเจ้าอาวาสวัดเขมาภิรตามราม เขตบางช่อน เชิงสะพานพระราม 2 ย่านจังหวัดนนทบุรี จึงนำท่านล่องเรือไปฝากให้เล่าเรียนเขียนอ่านภาษาบาลีและเรียนพระปริยัติธรรมเมื่ออายุอุปสมบทช่วงนี้ ถามใครๆ ก็บอกว่าไม่สามารถจะทราบได้ถึงพระอุปัชฌาย์ พระกรรมวาจาจารย์พระอนุสาวนาจารย์ของหลวงปู่อิ่มได้เพราะไกลเหลือเกิน อยู่ถึงนนทบุรีโน่นไปมาที ต้องค้างคืนค้างแรมล่องเรือไป ก็เลยขาดการติดต่อ เมื่อท่านไปอยู่ในที่สบายแล้ว ก็หมดห่วง หมดกังวล คนที่ทราบดีก็คือหลวงลุงของท่าน และญาติโยมของท่านไม่กี่คนเท่านั้น ที่ต้องลงเรือไปบวชท่านในคราวครั้งนั้นคงต้องปล่อยว่าง ยกไว้เท่าที่ทราบ

              จำเนียรกาลแต่นั้นมา หลวงปู่อิ่มมีพรรษามากขึ้นและมีวิทยาความรู้ทั้งบาลี และนักธรรมพอสมควร ได้ย้ายสังกัดจาดวัดเขมาภิรตาราม เขตบางช่อน นนทบุรี ไปจำพรรษาที่วัดกันมาตุยาราม ในกรุงเทพฯ

              ต่อมา หลวงปู่อิ่มท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์สัญญาบัตรพัดยศ เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นตรี  มีพระราชทินนามปรากฏที่ พระครูขันตยาคม (อิ่ม สีลธร) ณ วัด กันมาตุยาราม ซึ่งคุ้นเคยกันกับพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณรพระอมราภิรักขิต (เจริญ) ญาณวโร เป็นเปรียญ วัดกันมาตุยาราม ย่านหัวลำโพง ในกรุงเทพฯ นานหลายปี

              จนกระทั่งภายหลังเมื่อ วัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหาร รพอารามหลวง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ พระปิยมหาราช ทรงสร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๑๙ ทรงพระราชอุทิศแต่สมเด็จพระเทพศิรินทรา บรมราชินีในรัชการที่ ๔ ผู้เป็นบริราชชนนีของพระองค์ สิ้นเจาอาวาสไป ๔ รูป

              ในปี  พ.ศ. ๒๔๔๑  เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส  ราชวรวิหาร องค์ที่ ๔ คือ หม่อมเจ้าพระศรีสุดตตัตยานุวัตรลดาลัลย์ ธมฺมรโต เปรียญ ๗ ประโยค สิ้นลงเป็นเหตุให้วัดเทพศิรินทราวาสว่างเจ้าอาวาสปกครอง ได้กราบอาราธนา พระเดชพระคุณเจ้าคุณอมราภิรักขิต (เจริญ) ญาณวโร เปรียญ ๔ประโยค วัดกันมาตุยาราม เป็นเจ้าอาวาวัดเทพศิรินทราวาส องค์ที่ ๕ ในปี พ.ศ. ๒๔๔๑ สืบมา

              ในปี พ.ศ. ๒๔๔๑ ปีเดียวกันนั้น ท่านหลวงปู่พระครูขันตยาคม (อิ่ม สีลธร) ก็ได้รับอาราธนาให้ย้ายสังกัดวัด จากวัดดันมาตุยาราม มาจำพรรษา ณ วัดเทพศิรินทราวาส  โดยพระเดชพระคุณเจ้าคุณพระอมรารักขิต (เจริญ) ญาณวโร เป็นเจ้าอาวาสดังกล่าวข้างต้นนั้น  ซึ่งในกาลต่อมารพระเดชรพระคุณเจ้าคุณพระอมราภิรักขิต (เจริญ) ญาณวโร ได้รับพระราชทานสถาปนาขึ้นเป็นนามเด็จพระราชาคณะตามหิรัญญบัตรที่ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ญาณอดุลสุนทรนายก ตรีปิฎกวิทยาคุณ วิบุลคัมภีรญาณสุทนทร มหาอุตตรคณิสร บวรสังฆราม คามวาสี อรัญญวาลี เปรียญ ๗ ประโยค สถิตเป็นอาวาสวัดเทพ  ศิรินทราวาสราชวรวิหาร พระราชอารามหลวงสืบมา

               ครั้นถึงปี พ.ศ. ๒๔๔๑ หลวงปู่ พระครูขันตยาคม (อิ่ม สีลธร)  จำพรรษาอยู่ที่วัดเทพศิรินทราวาส ประมาณ ๖ ปี นับแต่ปี พ.ศ. ๒๔๔๑ ถึงปี ๒๔๔๖ หลวงปู่อิ่ม ได้กลับสู่ภูมิลำเนาเดิม ซึ่งในขณะนั้น บรรดาวงศาคณาญาติโยมของท่านได้อาราธนาให้หลวงปู่อิ่มจำพรรษาอยู่ใกล้ๆ ญาติโยม คือที่วัดโพธิ์เกรียบ ฝั่งตรงข้ามบ้านญาติโยมของท่าน 

                แต่นั้นไม่นาน ท่านหลวงปู่อิ่มคิดจะสร้างวัดธรรมยุต ครั้งแรกท่านได้มุ่งไปที่ที่ดินของญาติโยมท่าน  อันเป็นฝั่งตรงข้ามกับวัดโพธิ์เกรียบนั้น ริมฝั่งแม่น้ำ

                อันแม่น้ำน้อยสายนี้นั้น เป็นแม่น้ำเจ้าพระยาแควน้อย มีเรือยนต์ เรือกลไฟ เรือไอ เรือโยงแพลูกบวบขึ้นล่องโดยสาร โดยใช้เครื่องยนต์ มีเรือแดง เรือเขียว เรือสีเลือดหมู ล้วนมีเชื่อติดที่ตรงข้างๆ หัวเรือ เรือนิลลังการ์ เรืออินทนิน เรือเอราวัณ เรือโพธิ์ประจักษ์ เรือโพธิ์พิทักษ์ เรือขุนแผนลาวทอง เรือพลายแก้วพลายบัว เรือหลวงนายลิต เป็นต้น 

                สมัยหลวงปู่อิ่ม ก็คงมีเรือมากมายวิ่งอยู่ เป็นเรือขนาดใหญ่มี ๒ ชั้น บนล่าง จุผู้โดยสารเป็นร้อยๆ  มีอินทะเนียควบคุมพวงมาลัยเคาะกระดิ่ง กริ่งสัญญาณเดินหน้าถอยหลังอยู่ชั้นบน ส่วนกะลาสีช่างเครื่องยนต์คุมเครื่องยนต์อยู่ในห้องเครื่องยนต์ชั้นล่าง   คอยระวังฟังสัญญาณ  โดยจะรู้กันระหว่างอินทะเนียนคุมพวงมาลัยชั้นบน  และกะลาสีคนคุมเครื่องยนต์ชั้นล่างสามารถบริการรับส่งผู้โดยสารขึ้นล่องระหว่างกรุงเทพ และต่างจังหวัด ณ ริมฝั่งแม่น้ำนั้น  เมื่อเวลาเรือวิ่งไป มีคลื่นเป็นระลอกกระฉอกเข้ากระทบฝั่งอย่างแรง เสียงดังซ่าแซ่ตามริมตลิ่งวิ่งตามเรือไป ทำให้ตลิ่งพังเข้าไป ถ้าตลิ่งและต้นไม้บนฝั่งไม่มั่นคงแข็งแรงพอ

                 ท่านหลวงปู่อิ่ม หรือหลวงปู่พระครูขันตยาคม ท่านก็คงสังเกตเห็นคิดว่าป่วยการจะสร้างวัดริมตลิ่งฝั่งแม่น้ำ จะพังครืนเมื่อไรก็ไม่รู้ จึงเปลี่ยนใจ

                 ในเช้าวันหนึ่ง เป็นเวลาเช้าตรู่ ท่านก็ออกบิณฑบาต อาศัยข้ามเรือจ้างสู่ฝั่งตรงข้ามวัดโพธิ์เกรียบ เลียบลัดเลาะผ่านบ้านคนใส่บาตรขึ้นไปทางเหนือไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงตลาดเหนือ บ้านตลาดห้วยลิง  ซึ่งในปัจจุบันเป็นบ้านอ่างแก้ว หมู่ที่ ๖ อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง เห็นสายได้เวลาฉันกำลังหาที่พอดีพบกระต่ายวิ่งหนีท่านมาทางทุ่งนาป่าละเมาะดงสะแกมีบรรยากาศดี ท่านเดินตามกระตายไปเรื่อย ไปพบที่อันร่มรื่นภายใต้ต้นยางกับต้นตาลคู่ ร่มเงาดี ก็เลยปูผ้านั่งฉัน เศษอาหารท่านเอากองไว้ใต้ต้นไม้ให้ลิงสาราสัตว์ เจ้ากระต่ายก็มากิน

                  มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งมากราบนมัสการสนทนากับหลวงปู่อิ่ม ท่านก็สนทนาบอกความประสงค์ของท่านให้ชาวบ้านทราบ และอีกไม่นานต่อมาพวกชาบ้านก็ทอยกันมากราบนมัสการท่านและถวายที่ดินหลายแปลงหลายเจ้าของถวายให้เป็นสังฆการวาส ช่วยกันสร้างเพิงพักให้ท่าน ท่านก็เลยพำนัก ณ ที่ตรงนั้น 

                  นับเป็นการเผยแผ่ปลูกศรัทธาชาวบ้านละแวกนั้นเป็นอย่างดียิ่ง หลวงปู่พระครูขันตยาคม หรือหลวงปู่อิ่ม ท่านได้เป็นผู้ดำเนินการก่อตั้งวัด ณ ท้องทุ่งนาโล่ง ๆ นับแต่ปี พ.ศ. ๒๔๔๖ สืบมา

                 จำเนียรกาลแต่นั้นมา ท่านได้ขึ้นล่องกรุงเทพฯ เป็นประจำ ซึ่งแต่ละครั้งได้ซื้อเครื่องอุปกรณ์ มีปูนซีเมนต์ เหล็กแผ่นเหล็กเส้น เส้นลวด ตะปู คีม ค้อน เลื่อนปื้น ชะแลง กรรไกร กลุ่มชาวบ้าน บ้านใกล้เรือนเคียง ต่างก็ชักชวนก้นพาลูกจูงหลาน ชักชวนกันมาชวยหลวงปู่พระครูขันตยาคม หลวงปู่อิ่ม สร้างวัดทำเป็นเพิงพักบ้าง กุฏิบ้าง ถวายเป็นไม้สักเป็นหลังๆ รื้อแล้เอามาปลูกสร้างกันในวัดเป็นกุฏิให้พระเณรอยู่จำพรรษา และนำลูกหลานมาบวช  ท่านก็พาไปบวชวัดเทพศิรินทราวาส วัดกันมาตุยารามบ้าง วัดเขมาภิตรารามบ้างแล้วแต่ความศรัทธาของญาติโยมและความสะดวก

                 ในระยะกาลได้ ๓ ปี แต่นั้นมา ก็กลายเป็นวัดตามที่ชาวบ้านเรียกบ้างก็เรียกวัดดอนกระต่าย เพราะมีกระต่ายชุกชุมอาศัยอยู่ บ้างก็เรียกวัดสลักแกง เพราะเป็นวัดธรรมยุตวัดเดียวอยู่ตรงกลางท่ามกลางระหว่างมหานิกายบ้างก็เรียกวัดศีลขันธ์ เพราะเป็นที่อยู่ของผู้ทรงศีลและจำศีล ส่วนใหญ่มักเรียกวัดสีละขัน เพราะไปคล้องๆ กับนามพระครูขันตยาคม หรือวัดพระครูขันฯ

                 ชาวบ้านมักเรียกหลวงปู่อิ่มว่า พระครูขัน ถ้าเป็นญาติโยมมักเรียกหลวงปู่อิ่ม ด้วยความคุ้นเคยและสนิทชิดเชื้อมากยิ่งขึ้น ความศรัทธาปสาทะยิ่งพูนทวียิ่งขึ้นโดยลำดับกาล มีพระภิกษุสามเณรมากขึ้นพอสมควรเป็นเครื่องปลูกศรัทธาญาติโยมอย่างดีเยี่ยม และในปี พ.ศ.๒๔๔๙ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา อันมีปรากฏ ดังนี้

                 ที่ ๑๒๔/๔๗๐

                 มีพระบรมราชโองการประกาศไว้แก่ชนทั้งปวงว่า ที่เขตพระอุโบสถวัดศีลขันธ์อุบาลสีดาราม ตำบลห้วยลิงตก ท้องที่อำเภอ ท้องที่อำเภอโพธิ์ทองแขวงเมืองอ่างทอง โดยยาว  ๑๔ วา กว้าง ๗ วา นายเขียนกับทายกได้ให้กราบบังคมทูลพระกรุณาของเป็นที่วิสุงคามสีมา

                 พระเจ้าแผ่นดินสยาม ได้ทรงยินดีอนุโมทนาอนุญาตแล้ว โปรดให้กรมการปักกำหนดให้ตามประสงค์ ทรงพระราชอุทิศที่นั้นให้เป็นที่วิสุงคามสีมา ยกเป็นแผนกหนึ่งต่างหากจากพระราชอาณาเขต เป็นที่วิเลสสำหรับพระสง”มาแต่จาตุทิศทั้งสี่ ทำสังฆกรรม มีอุโบสถกรรม เป็นต้น พระราชทานตั้งแต่ ณ วันที่ ๕ มกราคม รัตน์โกสินทร์ศก ๑๒๕ พรรษา เป็นวันที่ ๑๒๙๓๔ ในรัชกาลปัจจุบันนี้

 

Comments:

วัตถุมงคล

ปฏิทินงานวัด

July 2014
S M T W T F S
29 30 1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31 1 2